บริการทำความสะอาด: วิธีการทำความสะอาดพรมให้เหมือนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องซักพรม พรมที่อยู่บนพื้นกำลังทำลายสุขภาพของคุณและครอบครัวอยู่หรือเปล่า ?

พรมถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้อากาศภายในอาคารนั้นแย่ลง เพราะมันเป็นศูนย์รวมของสารก่อภูมิแพ้และสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างที่ได้พูดถึงในหัวข้อด้านบน โดยมันจะก่อมลพิษในอากาศที่คุณหายใจอยู่ทุกวัน และทำลายสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การสูดดมสิ่งเหล่านี้เข้าไปเป็นประจำจึงทำให้คุณมีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพดังนี้ :

โรคภูมิแพ้ : เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไป โดยมีต้นเหตุจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อยู่สะสมอยู่ในพรม เช่น ไรฝุ่น หรือเกสรดอกไม้

โรคหอบหืด : เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ร่วมกับภาวะผิดปกติของหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น เชื้อรา หรือฝุ่น ที่ซ่อนอยู่ในพรม

โรคผื่นและเชื้อรา : โรคนี้มักเกิดขึ้นที่บริเวณเท้า ด้วยเหตุผลเดียวกับการที่คุณใส่รองเท้าและไปแช่ในน้ำ เพราะเมื่อคุณอยู่ในบ้าน เท้าของคุณคืออวัยวะส่วนที่ได้สัมผัสกับพรมบ่อยที่สุด ซึ่งถ้าพรมนั้นเกิดมีเชื้อราและแบคทีเรีย และเท้าของคุณก็เต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อสัมผัสกับพรม ก็มีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวได้ โดยผื่นคืออาการขั้นเบื้องต้น แต่มันจะลุกลามไปสู่โรคเชื้อรานั่นเอง

เชื่อว่ามาถึงตรงนี้แล้ว คุณคงต้องยอมรับกับตัวเองแล้วหล่ะครับ ว่าพรมที่บ้านของคุณนั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด และถึงเวลาที่จะเริ่มดูแลทำความสะอาดมันได้แล้ว

โดยในหัวข้อต่อไป ผมจะให้วิธีที่ถือเป็น “เคล็ดลับ” ในการทำความสะอาดพรมเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นวิธีการทำความสะอาดที่สามารถทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเครื่องซักพรมราคาแพงเลย (30,000 – 150,000 บาท)

วิธีการทำความสะอาดพรมให้เหมือนใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องซักพรม

1. กำจัดคราบเลอะต่างๆ

1.1 คราบที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ให้คุณลองสังเกตุว่าบนพรมนั้นมีคราบอะไรที่ยังไม่ได้ฝังลึกหรือซึมเข้าไปในตัวพรมหรือไม่ ถ้ามี ให้รีบทำความสะอาดทันที เช่น การนำผ้า ทิชชู่ หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) มาซับน้ำที่เพิ่งหกลงไปบนพรม โดยอย่าปล่อยให้เศษอาหารหรือเครื่องดื่มซึมเข้าไปในพรมเด็ดขาด

เพราะนอกจากที่คราบและกลิ่นจะฝังแน่นแล้ว เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นรั่วซึมไปถึงส่วนก้นของพรม มันก็จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆได้

ข้อแนะนำ : ถ้าคุณรู้ว่ามีคนในบ้านหรือแขกที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำใกล้กับพรมที่พื้นอยู่ แนะนำให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นตกลงสู่พรม หรือหาอุปกรณ์ที่เสริม เช่น ที่รองแก้ว เพื่อป้องกันน้ำที่จะหกลงสู่พรม

1.2 คราบฝังแน่น ถ้าคราบนั้นเริ่มฝังแน่นหรือเป็นคราบที่มีความเข้มข้นสูง อย่างเช่น เลือด ให้น้ำผ้า หรือลูกขัดใยสังเคราะห์ (ด้านฟองน้ำ) ชุบน้ำ บิดให้อยู่ในระดับเปียกหมาดๆ และค่อยๆ นำมาซับคราบที่ฝังแน่นออก โดยห้ามขยี้หรือขัด เพราะอาจจะทำให้พรมเกิดความเสียหายได้ การทำแบบนี้จะช่วยทำให้คราบฝังแน่นนั้นจางลง และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นในขั้นตอนถัดๆไป

ข้อแนะนำ : เพื่อให้คราบที่ฝังแน่นลดน้อยลงที่สุด หลังจากทำตามวิธีด้านบนแล้ว ให้นำทิชชู่ (แบบที่ซึมซับน้ำได้ดี) มาวางไว้ ณ จุดที่เกิดรอยเปื้อน แล้วให้นำวัตถุที่มีความหนักมาวางทับทิชชู่นั้นไว้ เพื่อให้น้ำจากตัวพรม พร้อมกับคราบฝังแน่นถูกดูดขึ้นไปทิชชู่นั่นเอง

1.3 คราบเฉพาะจุดที่มาพร้อมกลิ่น หนึ่งสิ่งที่ช่วยขจัดคราบเฉพาะจุดได้ดีที่สุดก็คือ ‘น้ำโซดา’ นี่แหละครับ โดยถ้าคุณเผลอทำน้ำผลไม้หรือไวน์หกลงไปบนพรม คุณสามารถเทน้ำโซดา (จำนวนไม่มาก) ลงไปบนพรม ปล่อยให้มันทำปฏิกิริยากับรอยนั้นสัก 10-15 วินาที และค่อยใช้ผ้าซับๆออก มันสามารถสลายคราบพร้อมกับกลิ่นที่มาจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วย

ข้อแนะนำ : ควรเทน้ำโซดาลงไปบนพรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (½ – 1 ฝา) เพราะถ้าคุณเทมากเกินไป มันจะเหมือนน้ำที่ซึมลงไปด้านล้างสุดของพรม และทำให้เกิดเชื้อราได้

1.4 คราบหมึกซึม ถ้าคราบที่เกิดขึ้นบนพรมคือรอยหมึกจากปากกา แนะนำให้คุณลองใช้นมผสมกับแป้งข้าวโพด โดยหลังจากคุณทำการผสมในถ้วยให้เข้ากันแล้ว ให้เทมันลงบนคราบหมึก แล้วใช้แปรงสีฟันที่แห้งค่อยๆถูมันออกอย่างละเมียดละไม หมึกเหล่านั้นจะลอยขึ้นมาและซึมกลับไปที่ขนของแปรงสีฟัน
2. กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

2.1 น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการกำจัดกลิ่นและคราบเล็กๆน้อยๆ และเพื่อไม่ให้พรมของคุณเต็มไปด้วยกลิ่นของน้ำส้มสายชู (ที่มากเกินไป) คุณจึงควรผสมน้ำสมสายขูเข้ากับน้ำเปล่าที่อัตราส่วน 1:1 ลงไปในขวดสเปรย์ และฉีดมันไปที่จุดที่มีคราบที่ส่งกลิ่น หลังจากนั้นค่อยนำผ้าแห้งค่อยๆซับมันออก

ข้อแนะนำ : คุณสามารถใช้น้ำส้มสายชูกำจัดคราบเล็กๆ รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เกือบทุกชนิด

2.2 เบกกิ้งโซดา เป็นอีกหนึ่งของใช้ในครัวเรือนที่มีประโยชน์หลากหลายด้านมากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการกำจัดกลิ่นที่ฝังแน่นบนพรม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากเพื่อกำจัดกลิ่นที่เหม็นไปทั่วบ้านของคุณ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ เพียงแค่คุณโรยผงเบกกิ้งโซดาลงไปบริเวณที่พรม ทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยดูดฝุ่นอีกที เท่านี้กลิ่นฝังแน่นที่อบอวลไปทั่วบ้านก็จะหายไป

ข้อแนะนำ : คุณควรโรยผงเบกกิ้งโซดาเฉพาะบริเวณที่ส่งกลิ่นเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

2.3 มันฝรั่ง มันอาจจะดูเป็นสิ่งแปลกที่จะนำมาวางไว้บนพรม แต่จริงๆแล้ว มันฝรั่งนั้นมีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นได้ เพียงแค่คุณขูดมันฝรั่งออกมาเป็นชิ้นๆและนำไปวางไว้บนพรม ปล่อยทิ้งไว้สัก 4-5 ชั่วโมง แล้วค่อยดูดฝุ่นหลังจากนั้น กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะบรรเทาลง

ข้อแนะนำ : ในขั้นตอนสุดท้าย ควรใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีแรงดูดสูง (1,500 – 1,800 PA) เพื่อทำความสะอาดให้หมดจด
3.ดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อยู่ในพรม

3.1 ใช้หุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นคุณภาพสูง การดูดฝุ่นนั้นเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำความสะอาดพรม (แต่ก็ต้องทำร่วมกับวิธีอื่นๆ ด้วย) และในการเลือกซื้อหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดพรมนั้น 2 สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ

– พลังการดูด : การดูดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็ก (เช่น เม็ดทราย) ที่ฝังแน่นอยู่ในพรม ถ้าพละกำลังการดูดของตัวเครื่องนั้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ลึกๆได้ สิ่งที่คุณต้องการคือหุ่นยนต์/เครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูดที่แรงพอ

โดยถ้าดูจากตารางด้านบน จะเห็นได้ว่ายิ่งมีพละกำลังการดูดมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถดูดสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กได้มากเท่าเท่านั้น ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าควรเลือกหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีพลังการดูด 1,500 – 1,800 PA

– ไส้กรองคุณภาพสูง : ยังมีเครื่องดูดฝุ่นบางประเภทที่ยังใช้ถุงเป็นที่กักเก็บฝุ่น และไม่มีไส้กรอง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสที่ฝุ่นจะรั่วออกมาจากตัวถุงได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘หุ่นยนต์ดูดฝุ่น’ หรือ ‘เครื่องดูดฝุ่นนั้น’ ทั้งสองก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษาข้อมูลและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อครับ

3.2 ดูดฝุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณก็ควรกำหนดวันที่จะดูดฝุ่นและทำความสะอาดพรมอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิด เชื้อรา แบคทีเรีย รวมไปถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ฝังแน่น