คนชั่วที่ลอยนวลและแพะรับบาป ล้วนแล้วแต่เป็นคดีความที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ประเทศไทยก็เช่นกัน เรามักจะได้ยินข่าวคราวอยู่เสมอๆว่าคนรวยที่กระทำความผิด สามารถใช้เงินแก้ปัญหาให้ระบบยุติธรรมสามารถเปลี่ยนผลการตัดสินจากผิดเป็นชอบได้อยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์ขับรถชนคนตายของทายาทธุรกิจดังก็เข้าเกณฑ์เช่นนี้  คืนยุติ-ธรรม คือหนังที่หยิบเอาประเด็นคนตัวเล็กๆในสังคมที่ต้องการทวงถามความยุติธรรมด้วยการตั้งตนเป็นศาลเตี้ย นำแสดงโดยพระเอกหน้าหล่อ กล้ามโต ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

ครั้งหนึ่งที่ฉันเคยเป็นคนดี

มานพ (ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล) ชายหนุ่มผู้มีอนาคตอันสดใสทั้งเรื่องการงานและความรัก และกำลังจะแต่งงานกับ “ดวงใจ” แต่อนาคตของเขากลับต้องพังทลาย เมื่อดวงใจโดนเจ้านายที่ชื่อสิทธิชน (กิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ) ข่มขืน ทำให้มานพโกรธแค้นจึงไปทำร้ายสิทธิชนที่บริษัท นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อสิทธิชนพลั้งมือยิงดวงใจตาย ส่วนมานพได้รับบาดเจ็บสาหัส และตื่นขึ้นมาพร้อมตกเป็นผู้เป็นต้องหาในคดีฆ่าภรรยาตัวเองจนเขาต้องติดคุก

หลังจากมานพออกจากคุกเขาได้พบกับกานดา (ปูเป้ รามาวดี นาคฉัตรีย์) จิตแพทย์สาวที่อาสาเข้ามาเยียวยาอาการป่วยทางจิตใจของเขา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับค้นพบ มานพ อีกคนที่เธอไม่รู้จัก ที่ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศาลเตี้ยทวงความยุติธรรมแก่สังคมด้วยความรุนแรงในทุกค่ำคืน   ยิ่งค่ำคืนล่วงเลยความรุนแรงก็ทวีความโหดเหี้ยมจนกลายเป็นการนองเลือด และนำไปสู่ความจริงปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

หนังไทยฟอร์มใหญ่ที่สุดของปีนี้

ถ้าไม่ติดเรื่องโควิด คืนยุติ-ธรรม มีแพลนจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากเลื่อนยาวนานมาเกือบ 6 เดือน ตัวหนังก็ได้ฤกษ์เข้าฉายเสียที ซึ่งอุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ในการช่วยผลักดันโปรเจ็คนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในเวลาที่ทุกอย่างประจวบเหมาะและลงตัว

AdvertisementReplay Ad

เหตุผลสำคัญที่คืนยุติ-ธรรม เป็นหนังไทยฟอร์มใหญ่เรื่องแรกของปีนี้ คือหนังได้รับการปรับมุมมองให้เหมาะกับจริตของคนไทย รวมไปถึงทางสตูดิโอ เอ็ม พิคเจอร์ส ก็ให้โจทย์ว่า เรื่องราวของหนังเล่าถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเวลาแค่ 12 ชั่วโมง จะทำยังไงให้เป็นหนังฟอร์มใหญ่ ผมจึงใส่ฉากแอ็คชั่นลงไปในหนัง เพื่อให้ผู้ชมตื่นเต้น ลุ้น และ สนุกไปกับเรื่องราวของหนัง

เมื่อไอเดียเริ่มต้นคือหนังแนวฟาวนด์ ฟุตเทจ (Found Footage)!

หนังแนวมุมกล้องสั่นไหวจนคนดูเกิดอาการเหวียนหัวชวนอ้วกแตก ยกตัวอย่างเช่น The Blair Witch Project คือสไตล์เริ่มแรกที่ผู้กำกับโน้ต – กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์ อยากจะทำออกมาโดยผสมผสานแนว Documentary เข้าไปด้วย ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเล่าผ่านเลนส์กล้องและกล้องวงจรปิด ซึ่งให้ความสมจริง แต่ก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ความท้าทายเป็นสิ่งที่อยากให้โน้ตอยากจะเพิ่มสไตล์ใหม่ๆให้กับวงการหนังไทย เขาจึงมองหา “ประเภท” ของหนังไทยที่ไม่เคยเล่าเรื่องแบบฟาวนด์ ฟุตเทจ (Found Footage)  จนมาลงตัวกับแนวแอ็คชั่นทริลเลอร์ ประกอบกับในช่วงเวลาที่ไอเดียกำลังโลดแล่น มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องคดีความในสังคมพอดี นำไปสู่การหยิบคำว่า ความยุติธรรม มาตีความและขยายความเพิ่มว่า ข่าวหรือคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราเคยมอง เรามองในฐานะคนนอก แต่ถ้าตัวเราต้องเผชิญด้วยตัวเอง การตัดสินต่าง ๆ จะแปรเปลี่ยนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปล่า

แต่ไม่ต้องกลัวนี่ไม่ใช่หนังแนวฟาวนด์ ฟุตเทจทั้งเรื่อง เนื่องจากวิธีการเล่าแบบนี้ยากต่อการถ่ายทำอีกทั้งยังห่างไกลจากแนวทางการดูหนังของคนไทยพอสมควร เอ็ม พิคเจอร์ส ยอมให้ผู้กำกับทำหนังที่แตกต่างจากตลาด แต่เขาไม่อยากให้ทิ้งคนดูมากเกินไป จึงมีการปรับเปลี่ยนระหว่างทางบ้างเพื่อให้ตรงกับทิศทางการตลาดของบ้านเรา

 

การถ่ายทำและการเล่าเรื่อง

ในคืนยุติ-ธรรม จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก 2 ตัวคือ หมอกานดา และ มานพ ที่ต้องปะทะกันตลอดเวลา ดีกรีความปะทะมีมาเรื่อย ๆ พัฒนาจนถึงจุดพีคในตอนท้ายสุด ซีนดราม่าในเรื่องก็จัดได้ว่าบทนั้นค่อนข้างยาวแถมทุกคนก็ต้องทำการบ้านกันอย่างหนัก ความยากอีกประการคือเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังเกิดขึ้นภายในค่ำคืนเดียว ทำให้ความต่อเนื่องของอารมณ์นักแสดงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ผู้กำกับจึงพยายามถ่ายทำด้วยการเรียงคิวตามบทเพื่อให้เกิดความลื่นไหลของนักแสดง

ไม่เพียงเท่านี้ตัวหนังยังหยิบเอาข่าวที่เคยเป็นประเด็นทางสังคมมาเล่น ซึ่งสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตัวหนังเองไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่านำมาจากไหน แต่การที่ตัวผู้กำกับเล่นประเด็นคนตัวเล็กๆ ก็เพราะว่าในประเทศไทยนี้บรรดาคนจนหรือคนที่ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมักจะไมได้รับความยุติธรรมจริงๆสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตามจุดหมายของการสร้างคืนยุติ-ธรรมนั้น ไม่ได้จะต้องทำมาเพื่อชี้นำคนในสังคมแต่อยากให้ผู้ชมดูแล้วหันกลับไปมองตัวเองและตั้งถามในหลายๆเรื่องกับชีวิตมากกว่า ประกอบกับเสน่ห์ของหนังทริลเลอร์นั้น สำหรับหนังไทยเองไม่ค่อยมีคนสร้างหนังในสไตล์นี้ออกมาสักเท่าไหร่ เพราะทำทีไรก็สุ่มเสี่ยงจะขาดทุนอยู่เสมอๆ